X
ค้นหาตามเงื่อนไข
ค้นหาผลิตภัณฑ์
ข่าวสารและกิจกรรม
Residential Product
AIR CREATOR
Room Air
Super Multi S
Air Purifier
Commercial Product
Sky Air
VRV
PACKAGED AIR
APPLIED PRODUCT
REFRIGERATION
Booking AIR CREATOR Experience
Daikin Discover
FUHA
Daikin Discovery Hall
บทความที่น่าสนใจ
Lab for Air Problems
BTU CALCULATOR
PRODUCT COMPARE
ERROR CODE
FUHA
คู่มือผลิตภัณฑ์
ค้นหาตัวแทนจำหน่าย
ธุรกิจงานบริการ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการให้บริการ
นโยบายการรับประกัน
เกี่ยวกับเรา
ข่าวสารและกิจกรรม
บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านระบบปรับอากาศและโซลูชันอากาศสะอาดระดับโลก ร่วมเป็นพันธมิตรภาคธุรกิจในงานฟอรัมความยั่งยืนแห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ซึ่งจัดโดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมเวทีเสวนา Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ตอกย้ำจุดยืนการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องปรับอากาศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรทั้งอุตสาหกรรม
สำหรับงาน GREEN UP 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยปีนี้ ยกระดับแนวคิดการจัดงานสู่ “Regenerative Business” หรือการเดินหน้าจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางการมาถึงของเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการวัดผลประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานอาคาร โดย “ไดกิ้น” ในฐานะพันธมิตรภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาคาร ได้เข้าร่วมเวทีนี้เพื่อร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติจริง (Share Business Practice) ที่องค์กรดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน
นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เผยว่าสำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนอย่าง Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะไดกิ้นได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนำสารทำความเย็น R32 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำกว่าสารทำความเย็นในยุคก่อนมาใช้ในประเทศไทย ทำให้การมาถึงของ Thailand Taxonomy จึงเป็นเหมือนตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของไดกิ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และยังช่วยยืนยันว่าทิศทางที่องค์กรเดินหน้ามานั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศและตรงตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น
“ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีการใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคาร-ที่อยู่อาศัย ไดกิ้นจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด ผ่านกลยุทธ์ 2 แกนหลัก แกนแรกคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน และแกนที่สอง คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต”
นายวรุตม์ กล่าวเสริมถึงความท้าทายของเรื่อง Thailand Taxonomy โดยมองในมุมว่าความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องที่หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)
“ปัจจุบันไดกิ้นมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 95% การปรับตัวเรื่อง Taxonomy จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโรงงานของไดกิ้น แต่เรามองเรื่องนี้ร่วมกับซัพพลายเออร์ คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หนึ่งในแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพ (Reclaim) ก่อนจะนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม แม้กระบวนการนี้จะมีต้นทุนสูง แต่เราเชื่อว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความท้าทายในเรื่องนี้จึงรวมไปถึงการสร้างความเข้าใจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนในวันนี้ คือการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”
จับมือแสนสิริ พร้อมมุ่งส่งเสริม “คน” – เคียงข้าง SME วางรากฐานการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง
การจับมือกับ “แสนสิริ” และพันธมิตรในเวที GREEN UP 2026 จึงตอกย้ำบทบาทของไดกิ้น ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงด้วยการนำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง ๆ
นอกจากนี้ สิ่งที่ไดกิ้นให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คือเรื่องของ ‘คน’ เพราะแม้ Thailand Taxonomy จะเป็นกรอบที่ช่วยกำหนดทิศทางความยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงคือบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นโดยรวม
โดยที่ผ่านมา ไดกิ้นได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (OVEC) ในการสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรสายอาชีพทั่วประเทศ ทั้งการติดตั้งระบบปรับอากาศอย่างถูกต้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่ตามหลักสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในปีนี้ ไดกิ้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา National Training Center เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ ระบบทำความเย็น และแนวทางการลดคาร์บอนสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมอีกด้วย
ไดกิ้น ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME โดยมองว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขัน แต่ไดกิ้นมองว่า Taxonomy ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเป็นข้อกำหนดหรือภาระเพิ่มเติม แต่กลับเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจขององค์กร เพราะในอนาคต ลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนจะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งด้าน Green Finance และ Transition Finance ได้มากขึ้น
“ในส่วนของไดกิ้น เราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาด้านโซลูชันเพื่อความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที GREEN UP 2026 ที่มุ่งขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศธุรกิจสู่เป้าหมาย Net-Zero และอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน” นายวรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย